
ประวัติคุณไพบูลย์ พิมพ์ลา
คุณไพบูลย์ พิมพ์ลา เกิดวันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2506 ที่ตำบลท่าบุญมี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พ่อเป็นคนพื้นที่ อาชีพทำนา แม่เป็นคนยโสธรมีเชื้อจีน อาชีพค้าขาย พออายุได้ 3 - 4 ขวบ ช่วงปี 2510 แม่ไม่ชอบการทำนา และพ่อก็มีเหตุตามหาใครคนหนึ่งที่ตำบลหนองบอน กิ่งอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด พ่อกับแม่จึงได้พาคุณไพบูลย์ ย้ายไปอยู่ที่ตำบลหนองบอน เมื่ออายุได้ประมาณ 5 - 7 ขวบ คุณไพบูลย์จำความได้ว่าที่หนองบอนเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนคนส่วนใหญ่มีอาชีพขุดพลอยเกือบ 100 % คนที่ต้องคดีจากที่อื่นก็มักจะมาหลบอยู่ที่นี่ บางคนพกปืนโชว์ให้เห็น บางคนเดินถือปืนส่ายไปมา กฎหมายแทบไม่มีความหมาย
พออายุได้ 7 ขวบ พ่อกับแม่ก็พาคุณไพบูลย์ มาฝากให้อยู่กับน้าชายที่จันทบุรี เพื่อมาเรียนหนังสือ น้าชายคนนี้ทำพลอยแบล็คสตาร์ เป็นพลอยบางกะจะ ทำสวยและเก่งมาก พอปี 2517 พ่อกับแม่ก็ย้ายมาอยู่ที่จันทบุรี คุณไพบูลย์ก็ออกจากบ้านน้ามาอยู่กับพ่อแม่ พ่อกับแม่เปิดโรงงานเจียระไนพลอย พออายุได้ 14 ปี อยู่ชั้น ป. 7 คุณไพบูลย์ขอพ่อแม่ว่าไม่อยากเรียน อยากทำพลอย พ่อกับแม่รู้ว่าคุณไพบูลย์ เรียนไม่เก่งและเกเรมากจึงให้ออกมาทำพลอย คุณไพบูลย์ ดูอาจารย์ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ลองทำดูบ้าง อาทิตย์เดียวก็ทำได้ อาทิตย์แรกแม่ให้ค่าแรง 80 บาท คุณไพบูลย์ดีใจมาก ด้วยคุณไพบูลย์ มักชอบทำงานแข่งกับคนที่เก่งที่สุดไม่นานก็สามารถตีคู่ได้เสมอเขา
ทำได้ 4 ปีกว่า น้าชายที่เคยอยู่ด้วย ได้ไปร่วมลงหุ้นกับเพื่อนอีก 2 คน ไปซื้อพลอยที่ซีลอน ประเทศศรีลังกาเป็นพลอยตระกูลน้ำเงินที่สวยมากและแพงมาก ในขณะนั้นน้าชายคนนี้และเพื่อนเขาประสบความสำเร็จอย่างสูง ดังมาก เป็นเบอร์ 1 ของตลาด เป็นโรงงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงเทพฯ บังเอิญเขามาเยี่ยมพี่สาวซึ่งก็คือแม่ของคุณไพบูลย์และก็ได้พาคุณไพบูลย์มาเจียระไนพลอยที่กรุงเทพฯ ช่วง 2 - 3 อาทิตย์แรก จะเกร็งนิดๆ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ
อยู่ได้เกือบ 2 ปีคุณไพบูลย์ก็พบแฟน ซึ่งแฟนอยากมาอยู่ที่จันทบุรี จึงได้พากันมาอยู่จันทบุรี ตอนนั้นอายุ 21 ปี ถึงเดือนเมษายนต้องเกณฑ์ทหาร ขณะนั้นแฟนคุณไพบูลย์ท้องได้ 9 เดือน กลัวจะไม่ได้ดูแลลูก ส่วนเพื่อนรักคุณไพบูลย์ ลูกก็ยังแบเบาะ ทั้งสองคนจึงได้ไปบนศาลพระเจ้าตากสินมหาราช พอถึงกำหนดเกณฑ์ โดนใบแดงทั้งคู่ แต่จับได้พลัด 4 ด้วยกันทั้งคู่ คิดแล้วนึกขำ ไปบนกับพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านเป็นขุนทัพใหญ่ นำทัพไปรบกับพม่าที่กรุงศรีอยุธยาเอาเอกราชของเราคืนมา ท่านจึงชอบทหาร แต่ท่านก็ยังมีเมตตาให้จับได้พลัด 4 คือ ยังมีเวลาอีก 10 เดือน จึงจะไปเป็นทหาร วันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2527 ภรรยาคุณไพบูลย์ได้ให้กำเนิดลูกชาย พอครบกำหนดเดือนกุมภาพันธ์ 2528 คุณไพบูลย์ไปเป็นทหารที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฝึกอยู่ที่โรงเรียนพลทหาร 3 เดือน และไปฝึกที่กองเรืออีก 1 เดือน จึงได้ไปประจำการณ์อยู่ที่กองเรือยุทธการสัตหีบ อ่าวดงตาล อยู่ได้ 2 - 3 เดือน แววนักธุรกิจเริ่มออก คือ คุณไพบูลย์สังเกตเห็นพวกเพื่อน ๆ และคนในอำเภอสัตหีบสูบกัญชากันมาก คุณไพบูลย์มีเพื่อนอยู่ระยอง ที่ปลูกกัญชากันมาก สมัยนั้นกัญชาหาได้ง่ายมาก คุณไพบูลย์ซื้อมากิโลกรัมละ 300 บาท ขายได้กิโลกรัมละ 3000 บาท กำไรดีมาก อู้ฟู่ ก็เริ่ม เกเร ลืมตัว คบเพื่อนไม่เลือก ต่อมา 5 - 6 เดือนก็ต้องคดีชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย เพื่อนหนีได้ คุณไพบูลย์โดนจับคนเดียว เดือดร้อนถึงพ่อแม่ พ่อแม่พาทนายมา เขาบอกว่าน่าจะสู้คดีได้ หลงเชื่อ หมดไปแสนกว่าบาท แต่แพ้คดี ศาลตัดสินยกมา 10 ปี แต่ด้วยไม่เคยต้องโทษมาก่อน ศาลจึงลดให้กึ่งหนึ่ง เหลือ 7 ปี แต่อยู่จริง 3 ปี 9 เดือน เรือนจำเป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่ดีมาก คุณไพบูลย์ทำผิดพลาด ถูกลงโทษเกือบตาย จนปัสสาวะเป็นเลือด พวกเพื่อน ๆ ฟันธงว่าคุณไพบูลย์ไม่รอด ตายแน่ “ ความผิดพลาดครั้งนั้นได้กลายมาเป็นบนเรียนที่ดีที่สุดของคุณไพบูลย์ ”
พอออกจากเรือนจำ คุณไพบูลย์ตัดสินใจเข้าวัดเลยไม่เข้าบ้าน ท่านอุปชาถามว่า จะบวชกี่วัน คุณไพบูลย์บอกว่าไม่รู้แต่จะบวชให้นานที่สุด ท่านก็เลยลองใจให้นุ่งขาว ห่มขาวดูก่อน ลองใจนานไปหน่อยถึง 3 เดือน ท่านก็อุปสมบทเป็นพระให้ คุณไพบูลย์ห่มผ้าเหลืองรู้สึกดีมาก มีความสุขมาก ประมาณ 1 อาทิตย์ ขณะสวดมนต์ทำวัตรเย็น เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่เหลือเชื่อขึ้นกับคุณไพบูลย์ กล่าวคือ รู้สึกขนลุกอย่างแรง เย็นสบาย ตัวเบาโล่งเหมือนไม่มีน้ำหนัก เงยหน้าดูองค์พระประธานก็รู้สึกเกิดปิติตื้นตันใจเป็นอย่างมาก ร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว หนักขึ้น ๆ ๆ ๆ เขาสวดมนต์กัน แต่คุณไพบูลย์สวดไม่ออก เอาแต่ร้องไห้ รู้สึกเหมือนว่าพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่ตรงหน้า ปรากฏตัวให้เห็น คุณไพบูลย์รู้สึกเสียใจอย่างแรง กราบขอโทษขอให้พระองค์ทรงงดเว้นโทษที่เคยทำชั่ว ทำไม่ดี และไม่สนใจคำสั่งสอนของพระองค์ กราบขออโหสิกรรมพ่อแม่ ที่ลูกทำให้ท่านลำบากกายลำบากใจและเดือดร้อน ลูกสัญญาว่าจะเป็นคนดี ไม่ทำชั่วอีกต่อไป เสียใจร้องไห้ ขอโทษอยู่อย่างนั้นเกือบชั่วโมง จนเขาทำวัตรเย็นเสร็จก็กราบลาบวชเป็นพระอยู่ได้ 9 เดือน จิตเริ่มตก คิดถึงภรรยากับลูก และคิดว่าน่าจะมีจุดเริ่มต้นในการปฏิบัติที่สมบูรณ์กว่านี้ ก้าวไปแต่ข้างหน้า ไม่มีถอยหลัง ก็เลยสึกมาอยู่กับพ่อแม่ภรรยาและลูกชาย
ในขณะบวชได้มองเห็น
มองเห็นตัวเราเต็มไปด้วยทุกข์
มองเห็นเหตุที่เกิดทุกข์
มองเห็นสุขที่ไม่มีทุกข์เจือปน
มองเห็นเส้นทางดับทุกข์
มองเห็น “กรรม” ซึ่งมีพลังจัดสรรเราอยู่
พ่อแม่ได้ย้ายจากจันทบุรี มาเปิดร้านอาหารที่บ่อไร่ คุณไพบูลย์สึกออกมาก็มาอยู่กับครอบครัว อาชีพคนส่วนใหญ่ในบ่อไร่ คือ ขุดพลอยที่กัมพูชา ขณะนั้นคุณไพบูลย์อายุประมาณ 27 ปี เป็นทิดสึกใหม่ เขาว่าดวงจะดี พ่อกับแม่จึงลงทุนให้คุณไพบูลย์ไปเสี่ยงโชคขุดพลอยที่กัมพูชา ไปด้วยกัน 8 คน พอขึ้นเขาไปได้แค่ครึ่งทางก็เห็นผู้ชาย 2 คน แบกไม้ไผ่ยาวประมาณ 4-5 เมตร ตรงกลางผูกเปลมีคนขาห้อยร่องแร่งจะขาดมิขาดแหล่ เดินแกมวิ่งลงมา 2 ชุดเพื่อที่จะไปส่งโรงพยาบาลบ่อไร่ เพื่อนบอกคุณไพบูลย์ว่าโดนลูกระเบิด พอข้ามเขามาได้ก็เดินลัดเลาะไปถึงแหล่งที่เขาขุดพลอย เรียกกันว่า“เขาเพชรและคลองทุเรียน” ก็ตกใจ อู้หู้! ทำไมคนมันมากเหลือเกินทุกตารางเมตรมีแต่หลุมขุดพลอย มีคนแทบทุกหลุม สุดลูกหูลูกตา เดินดูซักพักหาหลุมใหม่ขุดไม่ได้ จึงเลือกหาหลุมที่ว่างพอได้แล้วก็กางเต็นท์ผูกเปลทำอาหารทานกัน ขุดได้ 3 วัน ไม่ดี ขุดได้แต่พลอยเม็ดเล็ก ๆ ไม่คุ้ม พอดีในทีมได้ข้อมูลมาว่าที่บ่อไพลิน เขตปกครองของเฮง สัม ริน มีคนไปขุด และบอกว่ามีพลอยอยู่มาก ปรึกษากันเสร็จก็เก็บของเตรียมตัวออกเดินทางตอนเช้า อยู่ที่เขาเพชรและคลองทุเรียนอยู่กันอย่าง ไม่มีกฎหมาย ไม่มีตำรวจ แต่มีทหารเขมรแดงอายุส่วนใหญ่ก็แค่ 13-14 ทุกคนจะมีปืนอาก้า หรือไม่ก็บาซูก้า และปืนครก แต่ไม่มีอันตรายอะไรกับเรา อย่างเก่งก็ขอปลากระป๋อง ขอบุหรี่ แค่นั้นเอง ทุกคนอยู่กันอย่างมีเสรีภาพ ตกเย็นเลิกงาน พอกินข้าวกินปลากันเสร็จ บางคนก็ไปกู้ระเบิด บางคนก็ไปเล่นไพ่ เล่นไฮโล บางคนก็สูบกัญชา คุณไพบูลย์เมื่อได้เห็นพ่อค้าสะพายย่ามขายของ เขาตะโกนดังมาก ปลากระป๋องมี ….. ขนมมี …… เหล้ามี……. กัญชามี …….. พอกัญชามี คุณไพบูลย์ก็นึกขำ ……… วันรุ่งขึ้นออกเดินทางแต่เช้าตรู่ คนนำทางเก่งมาก เป็นคนทางเหนือ เขาจะพาเดินตามทางสัตว์เดิน พอถึงทางตันเขาก็จะสังเกตต้นไม้ สักพักเขาก็ใช้มีดยาวฟันนำร่อง และให้เดินตามห้ามออกนอกเส้นทางเด็ดขาด ในกัมพูชามีอันตรายมาก คือ กับระเบิด ยุงก้นปล่อง และ เขมรฝ่ายเฮงสัมริน ผ่านเขาผ่านลำธารน้อยใหญ่ เป็นเวลาถึงเจ็ดวัน กว่าจะถึงที่หมายลำบากมาก แต่อาหารการกินไม่ลำบากแต่กลับอร่อยมาก เวลาเดินทางผู้นำทางจะคอยสังเกตว่าต้นไม้ต้นไหน รับประทานได้ เขาก็จะตัดเก็บไว้ ซึ่งมีหลายชนิดมาก แต่คุณไพบูลย์รู้จักอยู่อย่างเดียว คือ หยวกกล้วย ตอนกลางคืนก็จะออกไปจับกบ เป็นกบหินอยู่ตามซอกหินเปียก ๆ ซึ่งมีเยอะมาก หากมีน้ำปลา, เกลือ, ชูรส, พริกป่น ไม่ต้องกลัวอด อร่อยมาก
พอสำรวจพื้นที่จนได้ที่เตรียมขุดแล้วก็พักผ่อนรอเช้าถึงจะลงมือทำงาน ตื่นเช้าขึ้นมาตกใจ มีคนมาจากไหนไม่รู้เพิ่มขึ้นอีกเกือบร้อยคนได้ พอวันที่ 3 คนประมาณสามสี่ร้อยคนได้
(ทำไมมาเร็วจัง!?) ขุดไปก็พอมีพลอยบ้างแต่ยังได้เม็ดเล็กอยู่ วันที่ 3 ช่วงบ่ายทหารเขมร เฮงสัมริน มา ต้องรีบเก็บของแล้ววิ่งหนีกันเต็มที่ หากใครถูกจับจะลำบากมาก ทุกคนจึงกลัวกันมาก พวกคุณไพบูลย์ 7 - 8 คนมีแรงเท่าไหร่เอาออกมาหมด แต่ก็ต้องวิ่งไปตามทางสัตว์ มีช่วงโค้งตรงกลางเขา ไปจ๊ะเอ๋กับฝูงหมูป่า หมูป่ามันเห็นเราวิ่งมาอย่างเร็ว มันก็ตกใจร้องดังลั่น
ทุกคนก็ตกใจวิ่งหนีหมูป่ากลับทางเดิมกันอีก พอซักพักไม่ได้ยินเสียงหมูป่าได้สติจึงรีบหันหลังวิ่งกลับหนีเขมรเฮงสัมรินต่ออย่างเร็ว พอหยุดพักกันได้ก็ขำกันน่าดู เป็นประสบการณ์สุดยอด ทั้งเขมรเฮงสัมริน ระเบิด และหมูป่า “ ชีวิตนี้จะมีอีกไหม? ” สุดยอดจริง ๆ จากนั้นกลับไปที่เขตปกครองของเขมรแดงต่อ หาขุดในหลายที่แต่ก็ไม่สำเร็จ จนเสบียงใกล้หมดรู้สึกว่าคงไม่มีโชคทางนี้จึงพากันกลับ กลับมาอยู่บ้านได้ไม่นานก็เห็นเขาขายกล้วยทอดข้างทางเป็นทุ่งไม่มีบ้านคนแต่แปลกขายดีมาก คุณไพบูลย์สนใจจึงไปขอซื้อสูตรเขา เขาก็ใจดีขายให้แต่มีข้อแม้ห้ามขายในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน พอดีมีเพื่อนที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี คุณไพบูลย์และภรรยาก็หันไปทำธุรกิจกล้วยทอด อยู่ได้ 3 เดือน สรุปว่าขายไม่ดี ก็กลับมาที่เมืองจันทบุรีมาหาเพื่อน พวกเพื่อน ๆ ก็ชวนมาเดินพลอย (คำว่า “เดินพลอย” หมายถึง การขายพลอย) และแฟนขายกล้วยทอด ขายอาหารตามสั่งก็ไม่ดีอีก จึงหยุดขายมาทำงานด้านเดินพลอยอย่างเดียว พออยู่พอกิน ทำได้ปีกว่ามีเพื่อนมาชวนให้ซื้อพลอย เพราะเขาซื้อไม่เป็นขาดทุนทุกที จึงมาชวนคุณไพบูลย์ คิดอยู่แต่ไม่กล้าเพราะขายเป็นอย่างเดียว และทุนก็ไม่มี มีเงินอยู่ 1,800.-บาท ( จำได้แม่น! )
เพื่อนก็มีแค่พันกว่าบาทแต่เพื่อนก็ยุให้ลองดู ลองก็ลอง พลอยเม็ดแรกในชีวิต เป็นพลอยบางกะจะ ซื้อมา 1,000.-บาท ภายในชั่วโมงเดียวขายได้ 1,800.-บาท ดีใจกันอย่างมาก รวมเงินกันได้ 4,000.-บาท เปลี่ยนไปเป็นเพื่อนซื้อบ้าง ครั้งนั้นเพื่อนซื้อพลอยกาญจนบุรี 4,000 บาท ทุ่มสุดตัว พยายามเดินขายอยู่ 6 - 7 วัน ขายได้ 4,100.-บาท เกือบขาดทุน ตั้งแต่นั้นมาเพื่อนก็ไม่กล้าซื้ออีกเลย โดยเวลาซื้อ คุณไพบูลย์จะเลือกซื้อพลอยที่เคยขายเป็นหลัก ถ้าไม่แน่ใจก็จะขอเอาไปเดิน ถ้าเจ้าของเขาต้องการ 10,000.- บาท ผู้ซื้อให้ราคา 7,000.- บาท ก็ไปบอกเจ้าของพลอยในราคา 7,000.- บาท
แต่คุณไพบูลย์จะมี 2 วิธี คือ
ขายเลยจะได้ค่าเดิน 2%
จะซื้อเอง ซื้อเองเพื่ออะไร
- ได้ราคาที่ไม่ขาดทุนแล้ว
- ถ้าเป็นพลอยของตัวเอง จะได้จำแม่น ๆ
- ถ้าเป็นพ่อค้าคนไทยที่ซื้อพลอย เขาจะขายที่ไหน?
สังเกตส่วนใหญ่เขาจะขายให้กับต่างชาติ และคนไทยที่ทำตัวเรือน ซึ่งมาวนเวียนอยู่ที่ตลาดทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งคุณไพบูลย์ก็พอสังเกตเห็น ส่วนใหญ่คุณไพบูลย์จึงซื้อตัดเอง และทำกำไรได้ดีกว่า และไม่นานก็เป็นพ่อค้าเต็มตัว คุณไพบูลย์และเพื่อนประสบความสำเร็จมาก จากเด็กเดินพลอย 2 คน เริ่มเป็นพ่อค้าขึ้นเรื่อย ๆ ทำธุรกิจร่วมกันได้ 2 ปี ก็แยกทาง เพื่อนได้ใช้วิธีซื้อพลอยน้ำเงินเกรดปานกลางไซด์ 1-2-3 กะรัตเป็นพลอยออสและพลอยอาฟ และนำไปแยกขายทีละเม็ด กำไรดีมาก ทุกวันนี้ เขาก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง ส่วนคุณไพบูลย์เห็นเพื่อน ๆ ไปค้าพลอยพม่าก็ลองไปทำดูมั่ง ไป 2 - 3 ครั้ง ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ถอยกลับมาซื้อพลอยสำเร็จอีกครั้ง แต่ละอาทิตย์สังเกตเห็นว่ายอดขายอยู่เท่าเดิม คิดว่ามันน่าจะทำได้มากกว่านี้ เห็นเพื่อนรุ่นพี่ที่เขาไปขายที่พัทยาก็ลองไปทำมั่ง ทีแรกไม่กล้าเข้าร้านลูกค้า เพราะแปลกถิ่นและดูดีกว่าบ้านเรา แต่นึกขึ้นได้ว่า ถ้าเขาไม่ซื้อพลอย เขาจะเอาอะไรขาย? ยังไงเขาก็ต้องซื้อ จะซื้อหรือไม่ซื้ออยู่ที่วิธีการขาย คิดได้ดังนั้นคุณไพบูลย์ก็เกิดกำลังใจเข้าไปขาย ร้านแรกไม่ซื้อ ร้านที่ 2 ก็ไม่ซื้อ ร้านที่ 3 ก็ไม่ซื้อ ร้านที่ 4 - 5 ก็ไม่ซื้อ ก็เลยกลับโรงแรม และกลับมาคิดว่าเป็นเพราะอะไร?
สรุปได้ว่า 1. เขากลัวของปลอม 2. ราคาต้องถูกกว่าที่เขาเคยซื้อชัดเจน ข้อที่สองยังพอแก้ได้ไม่ยาก เพราะรู้อยู่แล้วว่า คนที่มาขายส่วนใหญ่เป็นคนเดินพลอยไม่ใช่พ่อค้า คนเดินจะได้ค่าเดินแค่ 2% ขายได้ 100,000.-ได้ค่าเดิน 2,000.- แต่ค่าโรงแรม 4 วัน และค่ากินอีกยังไงก็ยังไม่พอ เท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่เขาจะขายได้ทุกอาทิตย์ ๆ ละ ประมาณ 50,000 – 200,000 บาท มากกว่า 200,000 มีน้อย ส่วนค่าใช้จ่ายในแต่ละอาทิตย์ไม่น่าจะต่ำกว่า 3,000 บาท ส่วนใหญ่เขาจะมีรายได้มากกว่า 10,000 บาท ต่ออาทิตย์ สรุปว่าเขาต้องขายราคาสูงกว่าเจ้าของ 5 % เจ้าของส่วนใหญ่จะมีกำไร 20 % ขึ้น เราเอาแค่ 15 % เราก็แก้ปัญหาข้อที่ 2 ได้แล้ว ส่วนปัญหาข้อที่ 1 น่าจะแก้ด้วยการสร้างความคุ้นเคยให้มาก และพยายามการันตีสินค้าให้ โดยการท้าพิสูจน์ เช่น ทำใบ certificate แล้วค่อยจ่ายเงิน สรุปก็ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ แต่พัทยามีช่วง high season กับ low season ช่วง low season ไม่ดี ก็เลยเข้ากรุงเทพฯ จุดแรก คือ มาบุญครอง, พอมาเห็นร้านจิวเวลลี่ ที่นี่ยิ้มเลย คิดในใจ “ เสร็จกู! ”
ใช้หลักการเดียวกันกับพัทยา คู่แข่งเป็นคนเดินไม่ใช่เจ้าของ เจ้าของก็มีบ้างแต่น้อยมาก คุณไพบูลย์ก็ประสบความสำเร็จ มียอดขายเพิ่มขึ้น ความมั่นใจเริ่มมีสูงขึ้น ต่อมาลองตามเพื่อนไปขายตลาดออฟฟิศที่มเหสักข์ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติมี ญี่ปุ่น, เกาหลี, อเมริกา, และเจ้าของออฟฟิศเป็นคนไทย จะหักค่านายหน้า ประมาณ 16 % , 36 % , 40 % , 50 % ก็มี แต่เห็นเพื่อนที่ขายพอใจมาก ก็นึกว่าน่าจะทำได้ไม่ยาก แต่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิด มีปัญหาที่พอสรุปได้ดังต่อไปนี้ ต้องมีความคุ้นเคยกับเจ้าของออฟฟิศ, สินค้าที่จะขายต้องมีปริมาณมากกว่านี้,ต้องเข้าใจธรรมชาติของลูกค้า คิดดูแล้วต้องใช้เวลามากและอาจจะไม่สำเร็จด้วยคุณไพบูลย์เลยล้มเลิก
ส่วนใหญ่คนเดินพลอยจากจันทบุรีจะมีที่พักหรือโรงแรมเดียวกันเป็นกลุ่มๆ เป็นเพื่อนคุยกันและแลกเปลี่ยนสินค้ากันขายในบางโอกาส ฝากของกันได้ คุณไพบูลย์ก็อยู่ในกลุ่มกับเขา เพื่อนในกลุ่มบอกว่า ตลาดที่ดีที่สุด คือ โรงงานทำตัวเรือน คุณไพบูลย์เจาะค้นหาได้มา 3-4 โรงงาน ก็ประสบความสำเร็จซื้อส่งโรงงานอย่างเดียว ง่ายกว่า ดีกว่าและมากกว่า ลืมลูกค้าจิวเวลลี่เก่าๆ ไปเลย ทำได้อยู่ประมาณ 2 ปี ก็เอวัง เพราะเจอคู่แข่งตัวฉกาจ คือ พ่อค้าชาวอินเดีย เริ่มเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในตลาดที่เห็นแขกในตลาดออฟฟิศแล้ว มีมากเหลือเกิน และมาใหม่ทุกอาทิตย์ เป็นจริงดังคาดไว้ พวกเขาเริ่มมาขายแข่งกับเรา ปกติเราจะขายให้คัดอย่างน้อย 50 % แต่คู่แข่งใหม่ให้ free selection ตามสบาย เราขายเงินสด 1 อาทิตย์ แต่คู่แข่งใหม่ขายเครดิต 3 เดือน “ เสร็จสิครับ! ” เราจะเอาอะไรไปสู้?
เลยหันกลับไปขายที่มาบุญครองหาลูกค้าเก่าถูไถไปก่อนกลับมาตั้งหลักใหม่ แต่…เจอคู่แข่งตัวฉกาจอีก มากันเป็นทีมเลยใส่กระเป๋าเจมส์บอนส์อย่างดีเลย เปิดให้ดู…มีทุกอย่างพลอยเนื้ออ่อน, พลอยเนื้อแข็ง ไซด์เล็ก ไซด์ใหญ่ เพชรอีก เลือกซื้อตามสบาย และไม่ต้องจ่ายเงินสด เห็นคู่แข่งตัวฉกาจวันแรก คุณไพบูลย์กลับจันทบุรีและไม่มาอีกเลย กลับบ้านตั้งหลักใหม่ พอดีอยากพักบ้างทำงานมา 5 ปีกว่าไม่เคยมีวันหยุด ไม่เคยคิดจะหยุด ไม่เคยคิดที่จะเที่ยวเลย กำลังสนุกกับการทำงานมาก พอดีเจอปัญหานี้เข้าก็คิดว่าหยุดซักระยะจะดีกว่า แต่หยุดได้แค่ 2-3 อาทิตย์ ก็อดไปซื้อพลอยไม่ได้ และบังเอิญเจอเพื่อนใหม่เป็นคนจีนรุ่นเดียวกัน ชื่อ Mr. Lee เพื่อนคนนี้ทำให้ ชีวิตคุณไพบูลย์ได้เปลี่ยนเส้นทางใหม่ และก็ได้ทำมาอยู่ทุกวันนี้ Mr. Lee ไปซื้อพลอยที่จันทบุรี ไปซื้อพลอยบางกะจะ ซึ่งเป็นพลอยที่คุณไพบูลย์ถนัดมากที่สุด เลยชวน Mr. Lee ไปนั่งซื้อพลอยที่โต๊ะของคุณไพบูลย์ในตลาดพลอยจันทบุรี ซึ่งก็ถูกใจ Mr. Lee เป็นอย่างมาก Mr. Lee ซื้อพลอยจากเมืองไทยไปขายเมืองจีน และซื้อพลอยจากเมืองจีนมาขายเมืองไทย คบกันได้ 2 - 3 ปี Mr. Lee ก็เอาพลอยก้อนจีนเป็นก้อนสีดำมาให้ดู คุณไพบูลย์เช็คลูกค้าทันที ก็รู้ว่ากำไรมากกว่า 100 % เลยหุ้นกัน และ Mr. Lee ก็ให้คุณไพบูลย์ไปเมืองจีน และนี่คือจุดเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คุณไพบูลย์ค้าขายกับเมืองจีนจนถึงทุกวันนี้ หุ้นกันได้ประมาณ 3 - 4 ปี ก็แยกทางกัน Mr. Lee กำไรดีมาก ไปเปิดบริษัทใหญ่โตที่ตึกจิวเวลลี่เทรดเซ็นเตอร์ ส่วนคุณไพบูลย์ก็ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบพอเพียง
และในประมาณปี 2545 - 2546 ตลาดพลอยไม่ค่อยดี พวกกลุ่มโรงงานพลอยน้ำเงินจึงได้รวมตัวกันหาทางออก รวมคุณไพบูลย์ด้วย และร่วมปรึกษาหารือกันในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องจัดตั้งบริษัทฯ ต้นแบบขึ้นมา เนื่องจากแต่เดิมการค้าพลอยในจังหวัดจันทบุรีเป็นการค้าในครัวเรือน และยังขาดความเข้าใจในเรื่องภาษีอากร, Import - Export การส่งสินค้าทางอากาศ, การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร, การออกงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเหล่านี้เป็นช่องทางการขาย (สิ่งนี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก)
แต่เดิมการค้าอัญมณีเป็นลักษณะขายในบ้าน ลูกค้ามาซื้อที่บ้าน และในปี 2545 เราเริ่มดำเนินการขายที่ไม่ใช่แบบเดิมอีก เราได้รับการสนับสนุนจากสถาบันคีนัน ในเรื่องความรู้ในการทำ clusterซึ่งจำได้ว่าเป็นข้อสุดท้ายคือ “ผู้นำ cluster คือสิ่งที่เราไม่สามารถจัดหาได้” ในการรวมกลุ่มกันคราวนั้นมีโรงงานประมาณ 100 โรงงาน และ Broker คนไทยประมาณ 40 คน อย่างแรกการค้าในอดีตเป็นแบบรอเขามาซื้ออย่างเดียว เมื่อรวมตัวกันแล้วเราเริ่มทำตลาดเชิงรุก ส่งพนักงานที่มีอยู่ 5 คน เข้ามาเปิดตลาดในกรุงเทพ ฯ , ออกงานแสดงสินค้าเริ่มต้นในครั้งแรกเป็น Booth ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยอดขายติดลบ, ครั้งที่ 2 มี 1 บู้ท มียอดขายประมาณ 500,000.- บาท, ครั้งที่ 3 มี 3 บู้ท ยอดขายเพิ่มจาก 500,000 เป็น 3,000,000 บาท และในเดือนตุลาคม ปี 2546 cluster เริ่มแตกแยก สาเหตุเกิดจากเรื่องใดไม่สามารถสรุปได้ แต่คุณไพบูลย์คิดว่า มันเป็นการยากที่จะปรับพฤติกรรมของผู้ประกอบการให้ไปในแนวทางใกล้เคียงกันได้
มีบางอย่างที่เราพยายามเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแต่กลุ่มผู้นำ cluster ไม่สนใจ ก็ต้องปล่อยให้มันจบไป คุณไพบูลย์รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางที่จะเอาชนะคู่แข่งตัวฉกาจได้ คู่แข่งของพวกเขาทำโรงงานไม่เป็นเลย ต้องซื้อของจากจันทบุรีนำไปขายที่กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ ในที่สุดเราคงต้องสูญเสียโอกาสที่จะเป็นเจ้าของตลาดอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดในโลกไป คิดง่าย ๆ เราเป็นผู้ผลิตเราได้ประโยชน์ 20 % พวกเขาได้ประโยชน์ 80 % กำไรจากการส่งออก 80 % ในประเทศ 20 % ทั้งที่เราน่าจะขายเองได้ไม่ยากเลย เราทำโรงงานเป็น เราเป็นต่อเขาอยู่แล้ว หลังจากที่กลุ่ม cluster จบลง คุณไพบูลย์ตัดสินใจมาเปิดบริษัทที่กรุงเทพฯโดยใช้ชื่อ “บริษัท จันทบุรี บุญคุ้มครอง สโตน แฟคตอรี่ กรุ๊ป จำกัด” หรือ CBS Co.,Ltd. โลโก้เป็นดอกบัว 3 ดอก ตรงกลางดอกบัวเป็นพลอยแดง พลอยแดง คือ จุดกำเนิดสร้างชื่อของอัญมณีในจังหวัดจันทบุรี ทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ดอกบัว คือ การเสียสละ + ศรัทธา + ความซื่อสัตย์ เป็นบุญ เป็นพุทธ เป็นไทย กรุ๊ป คือ หมู่พวก เป้าหมายของ CBS คือ เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างต้นทางกับปลายทางให้รู้จักกัน คบกันและร่วมหุ้นกันแก้ปัญหา
ความไม่ไว้วางใจกันและไม่เข้าใจกัน
ลดต้นทุนการผลิต ( โดยเฉพาะการผลิตไม่มีทิศทาง )
สินค้าสร้างสรรค์ designใหม่ๆ ทันต่อเหตุการณ์ได้ง่าย ชัดเจน ( สินค้าจำเจมากว่า 30 ปีแล้ว )
อัญมณีเป็นศิลปะชั้นสูง มีค่าในตัวเอง มีมานานกว่า 40,000 ปี เมื่อตัดสินใจเปิดบริษัท CBS แล้ว เป้าหมาย คือ ขายโรงงานตัวเรือนส่งออก ปีแรกคุณไพบูลย์ใช้วิธีซื้อพลอยจากคนจีนซึ่งคุณไพบูลย์มีความถนัดมาก ขายส่งให้กับโรงงานทำตัวเรือนโดยตรง ซึ่งผลประกอบการมีอัตราการเติบโตสูงมาตั้งแต่ต้น โดยในปี 2552 นี้ เกิดวิกฤติทั่วโลก และเกิดปัญหาการเมืองของประเทศไทยจึงประคับประคองยอดขายให้เท่ากับปีที่แล้ว
คุณไพบูลย์เห็นสัญญาณว่าสีดำจะมาเป็นที่นิยม เพราะมีลูกค้าอเมริกาและยุโรปมาสั่ง พลอย Black sapphire ราคาแพงมากแต่ต้องดำสนิท ทีแรกไม่คิดอะไรแต่บ่อยเข้าเลยเริ่มคิดว่าสีดำน่าจะมาแรงจริง สังเกตจาก รถยนต์ของทุกค่าย ต้องออกสีดำ จิวเวลลี่ Brand ดัง design แนวเพชรดำ กอปรกับเพชรดำก็เป็นสินค้าใหม่ด้วย พลอยดำน่าจะเกาะกระแสเพชรดำได้บ้างไม่มากก็น้อย และเห็นกระแสพลอยเก่า สินค้าเก่า จะเริ่ม low แล้ว เลยฟันธงถ้าไม่ถอยก็ต้องทำพลอยดำ ตัดสินใจทำพลอยดำอนาคตไม่รู้แต่ชอบลอง
ต้นปี 2551 ตัดสินใจลงทุนเพิ่ม สวนกระแส จุดเด่นเพราะ
เห็นความเป็นไปได้
คู่แข่งมีน้อย หากปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตใหม่จะได้สินค้าตรงตามตลาด เป็นเบอร์ 1 ทันที
ช่วงนี้ตลาดไม่ค่อยดียังไม่ค่อยมีผู้กล้า “แต่มีเราบ้าอยู่คนเดียว”
หากขอแบ่งส่วนตลาดจากพลอยสีต่าง ๆ ได้สำเร็จ แค่ 1 % ก็รอด
ในช่วง 3 - 4 เดือนแรก ทำขายไม่ทัน โดนลูกค้าต่อว่า ซึ่ง CBS ไม่เคยโดนเลย ก็เพิ่มกำลังการผลิตเต็มที่ ในขณะนั้นโรงงานในจันทบุรีมีแต่ปลดพนักงานออก แต่ CBS กลับเพิ่มคนงาน พวกเพื่อน ๆ ว่าคุณไพบูลย์ว่า “ บ้าไปแล้ว ” จากที่ไม่เคยออกงานแฟร์ แต่ในเดือนกันยายน ปี 2551 ตัดสินใจออกงานบางกอกเจมส์แฟร์เป็นครั้งแรก และได้ตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตยิ่งขึ้นไปอีก คุณไพบูลย์เป็นนักพนันเก่งอยู่แล้วคิดว่าเดี๋ยวจะต้องมีคนมาเหมา Booth ของเราแน่ Booth ของCBSเป็นบู้ทเล็ก ๆ แต่ไม่เหงาเลย มีคนมาชมตลอดเวลา CBSมีสิ่งที่คนอื่นไม่มีภายใต้ concept “ Quality is our responsibility, We are Black Classic” และให้ทุกคนในบู้ทใส่เสื้อดำ มีลูกค้าให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก มีลูกค้าจากยุโรป และอเมริกาใต้มาต่อราคา และมีเหมาทั้งตู้จริง ๆ แต่เราลุ้นราคามากไป จึงพลาด ปี 2551 ถือว่าประสบความสำเร็จเพียงแต่เราต้องแบกสินค้ามากไปหน่อย
ส่วนปี 2552 นี้ CBS จึงวางแผนที่จะดึงผู้ค้าทุกรายที่สนใจมาร่วมลงทุน ดึงอุตสาหกรรมของเรากลับคืนมาให้เป็นของคนไทยเหมือนเดิมอีกครั้ง โดยในปี 2552 CBS ตัดสินใจสร้าง brand “ Black Sapphire by CBS ” โดยได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จ้างที่ปรึกษาเพื่อปฏิบัติงาน ตามโครงการบริการเงินสมทบจ้างที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงการผลิต การจัดการ การตลาด (CF) ด้านการสร้างตราสินค้า สาขาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยคาดว่า จากการที่ได้ลงทำ Branding ครั้งนี้ น่าจะประสบผลสำเร็จ การวัดผลสำเร็จจะวัดจากงานบางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ ครั้งที่ 44 ในวันที่ 15-19 กันยายน 2552
บทส่งท้าย
ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สร้างบทเรียนราคาแพงให้กับคุณไพบูลย์ ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดให้กับคุณไพบูลย์ กล่าวคือ...... คุณไพบูลย์มีพี่น้องอยู่ 5 คน
คนที่ 1 พี่ชายจบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คนที่ 2 คือคุณไพบูลย์ จบ ป. 7
คนที่ 3 น้องชาย จบ ม. 6
คนที่ 4 น้องชายจบมหาวิทยาลัยหอการค้า
คนที่ 5 น้องสาวจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง
“ จากลูกที่แย่ที่สุดกลายมาเป็นลูกที่พ่อแม่ภูมิใจมากที่สุด ”
และอะไร ? คือสาระสำคัญมากที่สุดที่เปลี่ยนแปลง-คุณไพบูลย์ได้?
สรุปได้คือ ..... คติพจน์ คติธรรม ที่คุณไพบูลย์นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
1. “ ในโลกนี้ ไม่มีใครทำให้เราเสียใจ นอกจากตัวของเราเอง ”
2. “ ความผิดพลาดคือ.....บทเรียน.... แต่อย่าให้บทเรียนนั้นมาทำลายเราเป็นครั้งที่สอง ”
3. “ หากคิดว่าตนเองฉลาด จงผิดพลาดให้น้อยที่สุด
4. “ ไม่มีใครใหญ่กว่ากรรม ”